รายจ่ายต้องห้าม

รายจ่ายไม่มีใบเสร็จ หักภาษีบริษัทได้ไหม? จ่ายจริงแต่เอกสารไม่ครบ ควรเริ่มแก้อย่างไร

รายจ่ายไม่มีใบเสร็จ หักภาษีบริษัทได้ไหม? จ่ายจริงแต่เอกสารไม่ครบ ควรเริ่มแก้อย่างไร

รายจ่ายไม่มีใบเสร็จไม่ได้แปลว่าหักภาษีบริษัทไม่ได้ทุกกรณี แต่บริษัทต้องมีหลักฐานเพียงพอให้ตรวจสอบรายการ ผู้รับเงิน และความเกี่ยวข้องกับกิจการ โดยต้องผ่านเงื่อนไขทางภาษีอื่นด้วย ส่วนสิทธินำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายต้องพิจารณาแยกต่างหาก หากคุณกำลังเจอปัญหา “เงินจ่ายไปแล้ว แต่เอกสารอยู่ไม่ครบ” การเริ่มจัดระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุยกับนักบัญชีได้ชัดเจนขึ้น

จ่ายเงินจริงแล้ว ทำไมยังมีปัญหาเรื่องหักรายจ่าย?

เพราะหลักฐานว่ามีเงินออกจากบัญชี อาจยังไม่อธิบายครบว่า บริษัทจ่ายให้ใคร จ่ายเพื่ออะไร และได้รับสินค้าหรือบริการใดกลับมา

ตัวอย่างสมมติ เจ้าของกิจการโอนเงินให้ผู้รับจ้างทำงานหน้าร้าน แต่เก็บไว้เพียงสลิปโอนเงิน เมื่อผ่านไปหลายเดือนจึงจำรายละเอียดงานไม่ได้ และฝ่ายบัญชีไม่มีข้อมูลติดต่อผู้รับจ้าง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ความทรงจำของเจ้าของเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงรายการให้ตรวจสอบได้

กรมสรรพากรระบุว่า รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) พร้อมอธิบายตัวอย่างหลักฐานที่ระบุข้อมูลผู้รับ รายการ วันที่ จำนวนเงิน และการรับเงิน ซึ่งช่วยพิสูจน์ผู้รับได้ อย่างไรก็ตาม การผ่านเงื่อนไขข้อนี้ไม่ได้ยืนยันว่าผ่านเงื่อนไขภาษีทุกข้อแล้ว (rd.go.th)

สิ่งที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียง “มีใบเสร็จหรือยัง” แต่ควรถามต่อว่า “เอกสารที่มีอธิบายรายการจริงได้ครบหรือไม่”

กิจการแบบไหนควรเริ่มจัดระบบเอกสารรายจ่าย?

กิจการที่เจ้าของสำรองจ่ายแทนบริษัทบ่อย

หากรายการอยู่ทั้งในบัญชีส่วนตัว โทรศัพท์ และแชตของเจ้าของ ฝ่ายบัญชีอาจได้รับข้อมูลไม่ครบ แม้เจ้าของจะจำได้ว่าทุกรายการเกี่ยวกับธุรกิจก็ตาม

กิจการที่จ้างงานรายย่อยหรือมีค่าใช้จ่ายหน้างานจำนวนมาก

งานซ่อม งานขนส่ง หรืองานเร่งด่วน อาจมีหลักฐานหลายรูปแบบ การตกลงเรื่องเอกสารก่อนเริ่มงานช่วยลดเวลาตามข้อมูลภายหลัง

กิจการที่ส่งเอกสารให้บัญชีเป็นครั้งคราว

เมื่อรอรวบรวมหลายเดือน รายละเอียดเล็ก ๆ มักหายไป เช่น ชื่องาน ผู้อนุมัติ หรือหลักฐานส่งมอบ การตรวจเป็นรอบสั้น ๆ ช่วยให้แก้ข้อสงสัยขณะที่ผู้เกี่ยวข้องยังจำเรื่องได้

ถ้าจ่ายแล้วแต่เอกสารไม่ครบ ควรดำเนินการอย่างไร?

1. ระบุให้ได้ว่าขาดอะไร

แยกปัญหาให้ชัด เช่น ไม่มีใบเสร็จ ใบกำกับภาษีผิดข้อมูล ไม่ทราบชื่อผู้รับเงิน หรือมีเอกสารแต่ยังไม่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร

อย่าใช้คำว่า “เอกสารไม่ครบ” รวมทุกปัญหา เพราะแนวทางแก้แต่ละกรณีต่างกัน หากข้อมูลผู้ขายผิดอาจต้องติดต่อผู้ออกเอกสาร หากไม่ทราบรายละเอียดงานก็ต้องกลับไปหาผู้สั่งงานก่อน

2. รวบรวมหลักฐานตามเหตุการณ์จริง

เก็บเอกสารที่มีอยู่ เช่น ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ข้อตกลงจ้างงาน ข้อความยืนยันงาน หลักฐานส่งมอบ และหลักฐานชำระเงิน แล้วจัดให้อยู่ในชุดเดียวกัน

เอกสารเหล่านี้ช่วยอธิบายเหตุการณ์ แต่ไม่ได้ทดแทนเอกสารที่กฎหมายกำหนดได้ทุกประเภท ควรให้นักบัญชีระบุว่ายังต้องติดตามอะไรเพิ่มเติม

หากต้องขอสำเนาหรือเอกสารทดแทน ควรดำเนินการกับผู้ออกเอกสารตามวิธีที่ถูกต้อง โดยคงข้อมูลธุรกรรมจริง ไม่แก้วันที่หรือรายละเอียดให้คลาดเคลื่อนเพื่อให้ลงบัญชีสะดวก

3. อย่ามองใบรับรองแทนใบเสร็จเป็นคำตอบสำเร็จรูป

ใบรับรองภายในอาจช่วยบันทึกคำอธิบายของผู้เบิก แต่ความเพียงพอของหลักฐานต้องพิจารณาตามรายการและข้อเท็จจริง

แนววินิจฉัยกรมสรรพากร กค 0706/พ./8779 เกี่ยวกับเงินทดรองจ่าย อธิบายการพิจารณารายจ่ายโดยให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ผู้รับเงินจริง จึงไม่ควรสรุปว่าเพียงทำใบรับรองแทนใบเสร็จแล้ว รายจ่ายทุกประเภทจะหักภาษีได้ทันที (rd.go.th)

ก่อนใช้แบบฟอร์มใด ควรถามนักบัญชีว่า รายการนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานจากบุคคลภายนอกอะไรเพิ่มเติม และมีหน้าที่ภาษีอื่นที่ต้องตรวจหรือไม่

4. แยกเรื่องรายจ่ายออกจากเรื่องภาษีซื้อ

สำหรับบริษัทที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การพิจารณารายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล กับการนำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขาย เป็นคนละประเด็น

กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า การไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีเพื่อพิสูจน์การชำระภาษีซื้อ อาจทำให้ภาษีซื้อนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 จึงไม่ควรนำสลิปโอนเงินหรือใบรับรองภายในมาใช้แทนใบกำกับภาษีโดยอัตโนมัติ (rd.go.th)

หากเอกสารสูญหายหรือผิดข้อมูล ให้แจ้งนักบัญชีเพื่อพิจารณาวิธีแก้ตามกรณี ก่อนนำไปใช้ยื่นแบบ

5. สร้างขั้นตอนง่าย ๆ ก่อนจ่ายครั้งถัดไป

กำหนดให้ผู้ขอจ่ายแจ้งวัตถุประสงค์ ผู้รับเงิน และเอกสารที่จะได้รับตั้งแต่ก่อนอนุมัติ เมื่อรับสินค้าหรือบริการแล้วจึงรวบรวมหลักฐานส่งฝ่ายบัญชีตามรอบ

วิธีเริ่มต้นที่ทำได้คือสร้างโฟลเดอร์ตามเดือน ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาเจอ และทำรายการเอกสารที่รอติดตาม พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบแต่ละรายการ

ภาพถ่ายเอกสารช่วยในการติดตามและสำรองข้อมูล แต่ควรให้นักบัญชีกำหนดวิธีเก็บต้นฉบับและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมด้วย

6. วางเอกสาร Corporate Policy ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ

Corporate Policy ไม่สามารถทำให้รายจ่ายเดิมที่เอกสารขาดกลายเป็นรายจ่ายที่สมบูรณ์ได้ แต่หากบริษัทต้องการวางแผนสวัสดิการหรือความคุ้มครองในอนาคต สามารถเริ่มออกแบบทั้งวัตถุประสงค์และเอกสารร่วมกันได้

ควรระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้ถือกรมธรรม์ ผู้เอาประกัน ผู้จ่ายเบี้ย และผู้รับประโยชน์ รวมถึงตรวจระเบียบสวัสดิการ มติอนุมัติ และหลักฐานชำระเบี้ยให้สอดคล้องกับโครงสร้างจริง

แนววินิจฉัย กค 0811/408 กล่าวถึงกรณีบริษัทจ่ายเบี้ยให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบ และแนะนำให้ใบเสร็จมีข้อความระบุบริษัทเป็นผู้จ่ายเพื่อความสะดวกในการแสดงหลักฐาน ทั้งยังระบุประเด็นเงินได้ของผู้ได้รับประโยชน์จากเบี้ยและภาษีที่บริษัทออกให้ด้วย จึงต้องตรวจทั้งด้านบริษัทและบุคคลร่วมกัน (rd.go.th)

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

เอกสารครบไม่ได้ทำให้รายจ่ายทุกชนิดหักภาษีได้

ยังต้องตรวจวัตถุประสงค์และลักษณะรายการ เพราะรายจ่ายส่วนตัวหรือรายการที่ไม่เกี่ยวกับกิจการอาจเป็นรายจ่ายต้องห้าม แม้มีหลักฐานการจ่ายก็ตาม (rd.go.th)

รายการเก่าควรตรวจรอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง

หากเพิ่งพบหลักฐานของรายการในอดีต ให้ส่งนักบัญชีตรวจวิธีดำเนินการ ไม่ควรรวมลงรอบปัจจุบันเพียงเพราะเพิ่งหาเอกสารเจอ

ไม่ควรจ่ายเงินใหม่เพื่อชดเชยเอกสารเก่าที่ขาด

การแก้เอกสารเดิมกับการวางแผนรายจ่ายใหม่เป็นคนละงาน หากจะทำ Corporate Policy ควรเริ่มจากความจำเป็นด้านประกันหรือสวัสดิการ และกำลังจ่ายต่อเนื่องของบริษัท

คำถามที่พบบ่อย

มีแต่สลิปโอนเงิน ใช้หักรายจ่ายได้ไหม?

ต้องพิจารณาหลักฐานทั้งหมดร่วมกัน สลิปอาจช่วยยืนยันการโอน แต่ยังต้องอธิบายผู้รับ วัตถุประสงค์ และรายการที่เกิดขึ้น รวมถึงตรวจเงื่อนไขทางภาษีที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีใบเสร็จ ต้องตัดรายจ่ายทิ้งทันทีหรือไม่?

ยังไม่ควรสรุป ควรรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานที่หาได้ให้นักบัญชีตรวจเป็นรายกรณี บางรายการอาจมีแนวทางแสดงหลักฐานเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่ทุกกรณีจะใช้วิธีเดียวกันได้

ทำ Corporate Policy แล้วช่วยแก้ปัญหานี้อย่างไร?

ช่วยเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนสวัสดิการหรือความคุ้มครองพร้อมเอกสารอย่างเป็นระบบสำหรับรายการใหม่ หากโครงการเหมาะกับบริษัท ส่วนเอกสารรายจ่ายเดิมต้องแก้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละรายการ

สรุปและก้าวต่อไป

ก่อนหาว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มได้ ลองตรวจว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นแล้วมีข้อมูลและหลักฐานครบเพียงใด การจัดเอกสารตั้งแต่ต้นช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบได้สะดวก และทำให้เจ้าของเห็นว่ารายการใดต้องติดตามหรือปรับวิธีทำงาน

หากคุณต้องการวางแผนสวัสดิการกรรมการหรือความคุ้มครองผ่าน Corporate Policy สามารถปรึกษา คุณณัฐสิทธิ์ นาขวัญ — CHAYUNTO GROUP เพื่อประเมินความต้องการด้านประกันและสิ่งที่ควรเตรียม โดยให้นักบัญชีของบริษัทตรวจเงื่อนไขบัญชีและภาษีร่วมกันก่อนเริ่มดำเนินการ